[1811]Obento Loveletter & Stalker[End]

posted on 26 Apr 2011 20:56 by rinrin-crazy in KHR-FanFiction
เอนทรี่นี้...NLนะจ้ะ
 
 
 
 
สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน >>>Frist Part<<<
 
 
 
 
Title: Obento Loveletter & Stalker
Author:Rinrin
Pairing: Hibari Kyouya x Ipin[TYL!]
Originate: Katekyo Hitman Reborn!
Warning:NL(ชาย-หญิง),แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มิได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของมังงะเรื่อง Katekyo Hitman Reborn! แต่ประการใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Rate:PG-13
Note:นอมอลเขียนยังไงนะ...-v-;;
For: IndigoMist
 
 
*ดั่งเกล็ดหิมะสีขาวที่พร่างพรมลงบนผืนดินสีพิสุทธิ์
 
 
 
 
End Part

 

 

กิ๊งก๊อง...

 

 
 

 

เสียงออดหน้าบ้านดังแว่วมาถึงห้องนั่งเล่นของบ้านซาวาดะ หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลินอยู่ภายในห้องนั่งเล่นเพียงลำพังนั้นก็จำต้องละสายตาจากรายการโปรดที่ดูอยู่   ซาวาดะ นานะ ปิดโทรทัศน์ก่อนจะเดินออกไปที่ทางเดินอย่างรีบร้อน

 

 
 

 

“ใครค่ะ..”เธอร้องถามขณะที่กำลังเดินไปที่ประตูก่อนที่จะบิดลูกบิดประตูออกมา...

 

 

 
 

 

“ว๊ายยยยยยย~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 
 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

“แรมโบ้!! มาได้ยังไงเนี่ย!!!!”เด็กสาววัย 15 ร้องลั่นออกมาเมื่อพบจะเพื่อนสมัยเด็กที่ควรจะอยู่ที่อิตาลีนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง เจ้าของนาม แรมโบ้ เด็กหนุ่มในชุดลายวัวนั่งทอดหุ่ยอยู่ในห้องราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับท่าทีตกอกตกใจของเพื่อนสมัยเด็กเลยแม้แต่น้อย

 

 
 

 

“ตกใจอะไรของเธอ ก็มาเยี่ยมไงล่ะ มาเยี่ยม”เสียงของเด็กหนุ่มกล่าวพลางกลั้วหัวเราะ  ดวงหน้าของเด็กสาวฉายแววดีใจเล็กน้อยเมื่อได้พบเพื่อนเก่า มือเรียวปิดประตูก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียง แรมโบ้ที่นั่งซุกขาอยู่ใต้โต๊ะญี่ปุ่นหันไปมองตาม แล้วพูดต่อ

 

 
 

 

“ความจริงก็ไม่เชิงหรอก เจ้ารีบอร์นมันมาตามหาคนน่ะ อาทิตย์ก่อนมันวิ่งซะทั่วอิตาลีเลย แถมยังลากชั้นไปจีนอีก พอมาที่ญี่ปุ่นมันก็บอกให้ชั้นแยกมาหาที่นี่ แต่ไม่เห็นว่าจะมีนี่ ชั้นก็เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมเธอซะเลยไง”

 

 
 

 

...เอ..ไปหาที่จีน...คงไม่ใช่....

 

 

 
 

ครืด!!!!

 

 

 
 

“อี้ผิงคุง ผมไปส่งข้าวกล่องเรียบร้อยแล้วครับ!!!!!!!!”

 

 
 

 

“อ๊ะ!!! อยู่นี่เอง!!!!”เสียงร้องตะโกนลั่นจากแรมโบ้พร้อมทั้งท่าทางชี้ไปที่ท่านอาจารย์ที่เข้ามาแบบไม่รู้เวลา ทำให้อี้ผิงยิ้มจืดๆ  เมื่อสิ่งที่ตนเดาไว้ตรงความคาดหมายเป๊ะ

 

 
 

 

..อ๊ะ..เดี๋ยวก่อน...ข้าวกล่องล่ะ...

 

 
 

 

“ได้โปรดเถอะ แรมโบ้คุง อย่าไปบอกรีบอร์นเลยนะ~!!!!!!!” ฟงยกมือสองมือขึ้นประกบกันพลางก้มหัวหลายๆ รอบราวกับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองก่อนจะไปรบก็ไม่ปาน แรมโบ้ทำหน้าเหวอก่อนที่อี้ผิงจะรีบพุ่งตัวเข้ามาหาฟงที่กำลังเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิด้วยความรวดเร็วเสียงยิ่งกว่านักกีฬาถูกปล่อยตัว

 

 

 
 

“ทะ...ท่านอาจารย์ค่ะ ข้าวกล่องล่ะค่ะ..”

 

 
 

 

“ได้โปรดเถอะครับ อย่าบอกเลย~!!!!”

 

 
 

 

“ท่านอาจารย์!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 
 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

หลังจากนั้นกว่าที่แรมโบ้ตกปากรับคำว่าจะปิดปากเงียบได้ กลายเป็นว่าฟงหันไปอี้ผิงก็มีอันน้ำตาล้นเอ่อเสียแล้ว

 

 
 

 

“ว...หว่า..อี้ผิงคุงเป็นอะไรน่ะครับ!”

 
 

 

 

“ขะ..ข้าวกล่องล่ะค่ะ ท่านอาจารย์ ฮิบาริซังว่ายังไงบ้าง...อึ๊ก..”หยาดน้ำตาไหลเผาะๆ ราวกับพยายามจะอดกลั้น ริมฝีปากเม้นเข้าหากันเหมือนกำลังอดทนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ฟงเจอกับอี้ผิงมาไม่มีสักครั้งที่อี้ผิงนั้นร้องไห้ เพราะเป็นแบบนั้นเรื่องต่างๆ ก็เลยกระจุยออกจากหัวคนเป็นอาจารย์ออกจนเกือบหมด

 
 

 

 

“อะ..เออ...คือ...”คนถูกถามชักเลิกลั่กรีบคุ้ยสิ่งที่กระจัดกระจายในหัวของตัวเองก่อนที่เด็กสาวผู้เป็นลูกศิษย์จะร้องไห้ไปมากกว่านี้

 
 

 

 

“อะ..อ๋อ!! ใช่แล้วครับ เคียวยะคุงบอกว่า ถ้าเกิดว่างแล้ว...จะกินน่ะครับ..”ท่อนท้ายเสียงแผ่วเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำใสยิ่งไหลเอ่อเปรอะเปื้อนใบหน้า เด็กสาวสะอึกสะอื้นในลำคอหยาดน้ำจากดวงตายังคงไหลออกมาไม่หยุด

 

 
 

 

“อึ๊ก..อี้ผิง..ดีใจที่สุดเลยล่ะค่ะ..”

 

 
 

 

แน่นอนว่าใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่เด็กสาวจะหยุดร้องไห้ แล้วบทสนทนาก็กลับมาเป็นอย่างเดิม..

 

 

 

 
 

 

 

 

“แหม แรมโบ้ทำเอา แม่ตกใจแย่เลยรู้ไหมจ้ะ มาทั้งทีทำไมไม่โทรมาบอกล่ะ”ซาวาดะ นานะ เข้าร่วมวงสนทนาด้วย หลังจากที่เดินไปเอาน้ำชามาเสิร์ฟให้กับทุกคนแล้ว แรมโบ้หัวเราะแฮะๆ พลางเอามือเกาที่หัวของตัวเองสองสามที

 

 
 

 

“มันกะทันหันน่ะครับ ผมก็เลยไม่ได้โทรบอก”

 

 

 

 
 

 

“แล้วซาวาดะซังเป็นยังไงบ้างล่ะ”เด็กสาวถามหาบอสปลาใหญ่ผู้ซึ่งเคยดูแลเธอในยามเด็ก แรมโบ้ยิ้มเช่นเดิม มือถือแก้วน้ำชาที่นานะเพิ่งเอามาให้ นานะเองก็ท่าทางสนใจคำถามนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

 

 
 

 

“ใช่แล้ว ซือคุงเป็นยังไงบ้างล่ะจ้ะ ช่วงหลังนี้เขาไม่ค่อยโทรมาหาแม่เลย”

 

 

 
 

“อ๋อ...โดนกองงานทับจนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้น่ะครับ เห็นว่าเป็นงานสมัยที่เจ้าตัวเอาเวลาไปเรื่อยเฉื่อยอยู่”

 

 

 
 

“แหม...เด็กคนนี้นี่ไม่ไหวจริงๆเลย”เสียงของนานะกล่าวตำหนิลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเรียกเสียงหัวเราะจากแรมโบ้และอี้ผิงได้เป็นอย่างดี พลันเจ้าตัวนึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน

 

 
 

 

“อ้าว! พยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าฝนจะตกนี่นา”นานะอุทานออกมาก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนเพื่ออกจากห้อง

 

 
 

 

“จะไปไหนเหรอค่ะ นานะซัง”อี้ผิงร้องถาม ดวงหน้าหวานฉายแววสงสัยเล็กน้อย นานะยิ้มให้เบาบางแล้วกล่าวตอบไป

 

 
 

 

“ไปเก็บผ้าน่ะจ้ะ อี้ผิงจังไม่ต้องช่วยหรอก คุยเป็นเพื่อนแรมโบ้ไปนะ”

 

 
 

 

พูดจบนานะก็วิ่งออกจากห้องไป อี้ผิงเอียงคอน้อยๆ ก่อนจะหันไปที่ตู้เก็บฟูกที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้ว

 
 

 

 
 

 

“อะ..เออ...ท่านอาจารย์ค่ะ ทำไมไปแอบอยู่ในนั้นล่ะค่ะ...”

 
 

 

 

 
 

“รีบอร์นอยู่แถวนี้ ถ้ามาเจอผม ผมก็แย่น่ะสิ!”เสียงตอบฟังดูอู้อี้จากด้านใน ดูท่าฟงจะกลัวมากทีเดียว คนเป็นลูกศิษย์ทำหน้างงๆ ก่อนแรมโบ้จะกล่าวกล่อมคนที่มุดเข้าไปแอบอยู่ในตู้เก็บฟูก

 

 
 

 

“แต่ท่าทางหมอนั่นเป็นห่วงมากเลยนะครับ คุณฟง”

 

 
 

 

“แย่ยังไงเหรอค่ะ ท่านอาจารย์?”อี้ผิงถามโดยมีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพราะความไม่เข้าใจนั้น เสียงอู้อี้ของฟงดังลอยมาได้ยินเพียงน้อยนิด

 

 

 
 

“ก็...รีบอร์นน่ะ...”

 

 
 

 

ครืด!!!

 

 
 

 

“ทำแต่เรื่องแบบนั้น! พอผมไม่เล่นด้วยก็จับมัดมือ ถึงผมจะเป็นฝ่ายถูกทำแต่ผมก็เหนื่อยเป็นนะ!!!!!!!”

 
 

 

 

ประตูของตู้เก็บฟูกถูกกระชากเปิดออกมาจากด้านในอย่างแรงและเสียงของฟงที่ตะโกนนั้นก็ไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย พอพูดจบคนพูดที่เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก็หน้าแดงแจ๋ เช่นเดียวกับคนฟังทั้งสองที่หน้าร้อนวูบ

 

 
 

 

ครืด!!!

 

 
 

 

ฟงรีบกลับไปจองจำตัวเองในตู้เก็บฟูกต่อด้วยความอับอายเช่นเดียวกับทั้งสองคนก้มหน้ามองพื้นไปสักพัก

 

 
 

 

ไม่นานบทสนทนาก็ดำเนินต่อไปแล้วคราวนี้มันก็มาถึงเรื่องที่ว่า

 

 

 
 

“แล้วไอ้นี่มันอะไรกันเนี่ย...”

 

 
 

 

เสียงของเจ้าวัวหนุ่มกล่าวออกมามืออุ้มกล่องบางอย่างไว้ซึ่งดูเหมือนว่าค่อนข้างจะคุ้นตาอี้ผิ้งเสียด้วย ดวงตาของอี้ผิงกระพริบปริบๆ ก่อนที่จะเอ่ยถามเพื่อนสมัยเด็กด้วยความสงสัย

 

 

 
 

“เอามาจากไหนน่ะ แรมโบ้”

 

 

 
 

คิ้วเรียวม้วนเข้าหากันอย่างช้าๆ ถึงความคุ้นหน้าคุ้นตาของกล่องเซฟในมือแรมโบ้ คนถูกถามพยายามหมุนรหัสมั่วไปเรื่อยก็ที่จะตอบโดยไม่มองคนถาม

 

 
 

 

“ลิ้นชักเธอ...”คำตอบสั้นง่ายได้ใจความทำเอาคนฟังสะดุ้งแล้วหันขวับไปที่ลิ้นชักเจ้าปัญหาที่ถูกดึงค้างไว้

 

 

 
 

 

“เอาคืนมานะ แรมโบ้!!”ร่างปราดเปรียวของเด็กสาวที่ช่วงนี้ไม่ได้ใช้ พุ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มด้วยความเร็ว